บทความ
หนังสือสำหรับเด็กกับการบูรณาการการเรียนรู้
หนังสือสำหรับเด็กกับการบูรณาการการเรียนรู้

ธรรมชาติของเด็กไม่ว่าจะเป็นชาติใด ภาษาใด วัฒนธรรมใด ล้วนมีความต้องการขั้นพื้นฐานเหมือนกันหมด คือต้องการความรัก ความมั่นคง ความปลอดภัย ความสำเร็จ ชอบเรียนรู้ของใหม่ ชอบทดลอง ชอบซักถาม ชอบฟังและอ่านเรื่องราว หรือนิทาน เมื่อฟังและอ่านนิทานมักสมมติตัวเองเหมือนตัวละคร เป็นตัวเอก พระเอก หรือนางเอก เป็นคนดีตามนิทานที่ได้ฟังได้อ่าน หากเด้กๆไม่มีหนังสือที่เหมาะสมสำหรับตนอ่าน  ย่อมต้องไปหาหนังสือของผู้ใหย่มาอ่าน วึ่งเนื้อหาย่อมไม่เหมาะสมสำหรับเด็กด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กได้รับอิทธิพลจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะตามไปด้วยในที่สุด
 
หนังสือสำหรับเด็กย่อมแตกต่างไปจากหนังสือสำหรับผู้ใหญ่อยู่แล้ว ทั้งด้านเนื้อหา แนวการเขียน ภาษา แนวการเขียน รูปลักษณ์ของหนังสือ (จินตนา ใบกาซูยี.2542 : 1)  โดยพาะหนังสือสำหรับเด้กเล้กในช่วงปฐมวัยที่ต้องการใช้หนังสือนิทานเพื่อส่งเสริมความสในใจในการอ่านและเขียนเบื้องต้นที่ดี อันเป้นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมในวัยต่อไป
 
เด็กในช่วงอายุ 2 – 5 ปีถือเป็นเป็นวัยทองของภาษา พัฒนาการของพวกเขาจะเจริญงอกงามอย่างมาก วึ่งถ้าเด็กในวัยนี้ได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้องและเพียงพอจะทำให้การเรียนรู้ของเด็กพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว แต่มีเด้กจำนวนมากไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาทางด้านนี้ จากทางบ้านและโรงเรียนเท่าที่ควร ทำให้เด้กขาดประสบการณ์ทางภาษา เด็กวัยนี้ยังถูกมองว่ายังไม่มีความสามารถในการอ่านและการเขียน ทั้งที่ในความเป็นจริงการเรียนรู้ของเด้กเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย และเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง พัฒนามาพร้อมกับการเรียนรู้ภาษาพูด ไม่จำเป้นต้องพูดได้คล่องก่อน ถึงจะมาเรียนเรื่องการอ่านและการเขียน  ปัจจุบันมีโรงเรียนอนุบาลหลายแห่งที่จัดประสบการณืแบบเตรียมความพร้อม มักให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดมาก แต่ค่อนข้างละเลยเรื่องตัวอักษรและเสียง บางแห่งไม่จัดประสบการณ์ให้เด้กได้อ่านและเขียนเลย เด้กได้รับประสบการณ์ทางการอ่านและเขียนน้อยมาก แต่ในทางตรงข้ามโรงเรียนบางแห่งมองเห็นว่า เด็กควรเริ่มอ่านเขียนอย่างจริงจังในชั้นอนุบาล จึงจัดประสบการณ์แบบเน้นอ่านเขียนอย่างจริงจัง ฝึกให้เด้กจดจำตัวอัก(ษร  แจกลูประสมคำ เช่นเดียวกันกับการเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา เด็กจึงถูกให้เร่งเรียนอย่างจริงจัง  ทั้งที่เขาไม่มีความสนใจ และครูนำแบบฝึกหัดมาพัฒนาทักษะทางภาษามาใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง การจัดประสบการณ์ทางภาษาแบบเร่งให้อ่านเขียนแบบผิดวิธีดังกล่าว ส่งผลให้เด็กเกิดความเครียดและเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้ภาษา ซึ่งแท้จริงแล้วการเรียนรู้ภาษาของเด็กในวัยนี้ ควรเป็นการเรียนรู้จากกิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติและพัฒนาการของเด็ก เช่น การเคลื่อนไหว การท่องคำคล้องจอง การ้องเพลง การฟังหรืออ่านหนังสือนิทาน ฯลฯ การเรียนอ่านเขียนเกิดจากการที่เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เด้กสนใจในชีวิตประจำวัน การตอบสนองที่ดีจากบุคคลอื่น การเสริมแรงจากผู้ใหญ่ และควรเกิดจากความสนใจของเด็กเองไม่ใช่การถูกบังคับ ซึ่งผู้ใหย่มีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนส่งเสริม สร้างแรงจูงใจให้เด็กสนใจจนสามารถอ่านเขียนได้ การส่งเสริมให้เด็กสนใจในการอ่านเขียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความสนใจเป็นรากฐานที่สำคัญที่จะทำให้คนเรามีความตั้งใจต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ส่งผลให้บุคคลมีความสามารถในการทำกิจกรรมนั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าสามารถสร้างความสนใจให้กับเด็กอย่างได้ผลแล้ว จะทำให้เด้กตั้งใจฝึกทักาะนั้นๆได้อย่างจริงจัง ทั้งยังสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้นาน มีความมั่นใจจนเกิดเป็นนิสัยขึ้นมา เด้กไม่ควรบังคับให้อ่านก่อนที่จะเกิดความสนใจอย่างชัดเขน และในการเขียนเช่นเดียวกันก็ไม่ควรสอนเขียนอย่างเป็นทางการในวัยอนุบาล วิธีการที่จะช่วยส่งเสริมความสนใจในการอ่านและการเขียนให้กับเด้กควรเริ่มต้นตั้งแต่ที่บ้าน และเมื่อเด็กเข้าสูโรงเรียนนุบาลก็เป็นหน้าที่ของครู โดยในส่วนของโรงเรียนควรจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกทำกิจกรรมด้วยตนเอง ควรเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและมีความหมายต่อเด้ก เช่น ส่งเสริมให้เด็กพูดเกี่ยวกับตนเอง  มีโอกาสได้ทำกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เช่น การหยิบจับจับวัสดุอุปกรณืขีดเขียน เป็นต้น 
 
กิจกรรมการอ่านนั้นสามารถทำได้ตลอดเวลา เช่น อ่านจากหนังสือ การอ่านจากประสบการณ์การเดินทางบนท้องถนน อ่านจากป้ายโฆษณา ป้ายบอกสัญญาณจราจร อ่านจากฉลากสินค้า ความรู้ของเด็กจะเพิ่มพูนขึ้นเมื่อเด้กได้รับโอกาสในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านร่วมกับผู้ใหญ่ และกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้อ่านตามลำพัง การอ่านกับเพื่อนเป็นคู่ เป็นกลุ่มย่อย เพื่ออภิปรายร่วมกัน และสิ่งที่เด็กเขียนขึ้นเองนับได้ว่าเป็นการอ่านที่สำคัญที่สุดของเด็ก ส่วนการเขียนเป็นการสื่อ การแสดงความคิด ความรู้สึกออกมาอย่างมีความหมาย  ดังนั้นการเขียนและการอ่านควรดำเนินไปพร้อมๆกัน เนื่องจากการเป็นนักเขียนที่ดีได้นั้นต้องอาศัยการอ่านที่แตกฉานในเรื่องนั้นๆ ส่วนการฝึกฝนให้เด็กเขียนหนังสือได้นั้นครูต้องตระหนักถึงการฝึกเขียนที่อาสัยการลอกเลียนแบบ เน้นการฝึกกล้ามเนื้อมือเพื่อฝึกความสวยงามของลายมือนั้น จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการฝึกเขียนที่ใช้ความคิด ซึ่งเกิดจากการฝึกคิด และถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นภาษาสัญลักษณฺก็คือตัวอักษร การฝึกอย่างเป็นธรรมชาติทำได้โดยให้เด็กฟังให้มาก อ่านมากจนสามารถถ่ายทอดเองๆด้ แล้วค่อยฝึกฝนความถูกต้องสวยงามภายหลัง สภาพการณ์ของการสอนอ่านเขียนให้กับเด็กอนุบาลในปัจจุบัน พบว่าครูมักละเลยสอนอ่านเขียน ถ้ามีการสอนอ่านเขียน มักสอนแบบเดียวกันกับระดับประถมศึกษา ซึ่งผิดจากธรรมชาติการเรียนรู้ภาษาของเด็ก การดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ครูเป็นผู้มีบทบาทเสียส่วนใหญ่ ให้เด็กมีส่วนร่วมเพียงบางส่วน การจัดกิจกรรมจะเน้นครูเป็นศูนย์กลาง ครูใช้การควบคุมมากกว่าการกระตุ้น ทำให้เด็กมีพฤติกรรมการตอบสนองมากกว่าการริเริ่ม  การปฏิสัมพันธ์กับเด้กมีน้อย เพราะครูไม่เข้าใจวิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งที่กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้นั้น  ควรให้เด้กมีส่วนร่วมหรือดำเนินกิจกรรมให้มากที่สุด ครูเป็นเพียงผุ้เตรียมเนื้อหาหรือประสบการณืให้เด้กค้นพบความรู้ด้วยตนเอง  ต้องกระตุ้นให้เด้กได้ทำกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น จนเกิดความสนใจในการอ่านเขียน  อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะทางภาษาในระดับสูงต่อไป
 
พฤติกรรมความสนใจในการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกให้เห็นถึงความสนใจ ตัวอย่างพฤติกรรมของเด็กในการสนใจการอ่าน  เช่น การขอให้ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง อ่านหนังสือกับผู้ใหญ่นานพอเหมาะกับวัย เปิดอ่านหนังสือตามลำพัง เปิดหนังสือและเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เลือกและนำหนังสือมาให้ผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง พูดคุยแสดงความคิดเห็นต่อภาพสัญลักษณ์หรือตัวหนังสือขณะที่ผู้ใหญ่ถาม ส่วนพฤติกรรมความสนใจในการเขียน เช่น ทำกิจกรรมที่ใช้ดินสอ แสดงท่าทางเขียนหนังสือในการเล่นสมมติ ทำท่าทางเขียนหนังสือคัดลอกข้อความโดยครูไม่ได้สั่ง นำผลงานที่ตนเขียนให้ผู้อื่นดูอย่างภาคภูมิใจ เขียนคำและข้อความอย่างคล่องแคล่วสนุกสนาน สนใจงานเขียนของผู้อื่น เป็นต้น 
 
การอ่านของเด็กในวัย 3 – 5 ปี เด็กจะสนใจอ่านภาพและฟังเรื่องราวได้ เด็กจะชอบท่องคำคล้องจอง ความสามารถในการอ่านจะเริ่มอ่านเป็นคำ และเริ่มจำคำใหม่ ชอบดูสีโดยเฉพาะสีสดๆ ชอบสัตว์ รู้จักภาษาสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ที่ตนเองเลี้ยง ชอบดูรูปและฟังเรื่องที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมของตน เช่น เด็กอยู่ใกล้แม่น้ำชอบดูภาพเรือ เด็กชนบทชอบดูภาพวัว เกวียน เป็นต้น เด็กวัยนี้ชอบบทกล่อมเด็ก ดอกสร้อยสุภาษิต นิทาน นิทานคำกลอน ปริศนาคำกลอน และเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่พูดได้ คิดและทำเหมือนมนุษย์ สังคมของสัตว์ การผจยภัยของสัตว์ต่างๆ การดำเนินชีวิตของครอบครัว เป็นต้น (จินตนา ใบกาซูยี.2542 : 21)  พฤติกรรมความสนใจในการอ่านของเด็กวัยต้นนี้สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่ครูปฐมวัยสังเกตได้ เช่น การเปิดหนังสือภาพหรือหนังสทินิทานแล้วทำท่าอ่าน การหยิบหนังสือจากมุมหนังสือมาให้ครูเล่าให้ฟัง การเล่านิทานให้เพื่อฟัง การเล่านิทานให้เพื่อนฟังโดยเปิดหนังสือและชี้คำและประโยคในนิทาน ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ตรงกับคำหรือประโยคที่ปรากฎในนิทาน การเล่านิทานให้เพื่อฟัง หรือออกมาเล่านิทานหน้าชั้นเรียน เป็นต้น ดังนั้นการส่งเสริมพฤติกรรมการอ่านหนังสือจึงควรจะได้รับการส่งเสริมจากครู พ่อแม่ผู้ปกครอง โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยภาษา หรือภาพที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัยของเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดคือครูปฐมวัยควรเล่านิทานให้เด็กฟังทุกวัน และบูรณาการหนังสือนิทานให้เข้ากับหน่วย หัวเรื่องที่เรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์ ทั้งในกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะโดยการเล่านิทานที่มีเนื้อหาที่ส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหวประกอบตามที่เด็กจินตนาการ การเล่านิทานในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ในแต่ละวัน การเล่านิทานให้เด้กฟังในมุมหนังสือ หรือการเล่านิทานก่อนนอนพักผ่อนในแต่ละวัน นิทานจึงมีความสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัย มีคุณค่าทั้งการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียน การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมที่พึงประสงค์ให้กับเด็ก อีกทั้งยังส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาโดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้การเล่านิทานครูควรเล่าให้เด็กฟังก่อน จากนั้นจึงให้เด็กออกมาเล่าให้เพื่อนฟังบ้าง และส่งเสริมให้เด็กเล่าให้เพื่อนฟังอย่างอิสระ จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเองได้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่เล่านิทานให้เด็กฟังครูควรใช้คำถามระดับสูง เช่น ทำไม อย่างไร เพราะเหตุใด ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านภาษา และทักษะการคิดในขั้นสูงได้ รวมทั้งการบูรณาการนิทานกับกิจกรรมประจำวันควรเน้นให้เด็กมีความสนุกสนานเพลินและได้รับสุนทรียะทางด้านอารมณ์รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา สังคมและร่างกายอย่างผสมกลมกลืนที่เรียกว่า การพัฒนาเด็กแบบองค์รวมนั่นเอง
 
___________________________________________________
 
บทความพิเศษ
ดร.นิติธร ปิลวาสน์  ศึกษานิเทศก์ชำนาญการการพิเศษ หน่วยศึกษานิเทศก์ สพฐ.
 
เอกสารอ้างอิง   
จินตนา ใบกาซูยี.(2542). เทคนิคการเขียนหนังสือสำหรับเด็ก.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.


<< กรกฏาคม 2562 >>
อา
พฤ
  123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031